Home / WRITEROOM / แสงกระสือ (Inhuman Kiss)
แสงกระสือ

แสงกระสือ (Inhuman Kiss)

เมื่อสัปดาห์ก่อน ภาพโปสเตอร์ “แสงกระสือ” ผ่านสายตาเราจากหน้า Instagram ของคุณ สพล หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องนี้ หลังจากเข้าไปดูความเป็นมาในแฟนเพจก็ไม่ลังเลใจที่จะกดจองตั๋วเพื่อไปดูเรื่องนี้เลย

หากพูดถึงกระสือ เป็นอีกหนึ่งตระกูลผีที่เรามักได้ยินเรื่องเล่าต่อๆกันมาตั้งแต่เด็ก เส้นบางๆกั้นระหว่างตำนาน ความเชื่อ และเรื่องจริง ที่ยังพิสูจน์ได้ไม่แน่ชัด ถูกถ่ายถอดออกมาเป็นละครและภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง เรายังคงจำภาพเก่าๆในวันวานที่เคยดูละคร ศรีษะของหญิงสาวน้อยสาวใหญ่ ลอยไปพร้อมเครื่องใน ตับ ไต หัวใจ และแสงไฟสีแดงวูบวาบ สร้างความหวาดกลัวและเป็นภาพติดตาให้เด็กน้อยในวันนั้น
ปี 2019 “คุณโดม” สิทธิศิริ มงคลศิริ นำผีไทยที่เป็นตำนานอย่าง “กระสือ” มาตีความใหม่ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวความรักความผูกพันธ์ ไม่เพียงแต่เป็นความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น เรายังเห็นถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว แม้พล็อตเรื่องจะไม่ได้แปลกมากแต่หนังโรแมนติกสยองขวัญเรื่องนี้อาจสร้างความทรงจำครั้งใหม่ให้คุณก็ได้
มาพูดถึงนักแสดงกันบ้างครับ เราไม่มีข้อสงสัยด้านการแสดงของทั้ง 3 คนเลย มินนี่ ภัณฑิรา พิพิธยากร นักแสดงจากช่อง 7HD ผู้คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศจากเวที Young Model 2015 มารับบท “สาย” เด็กสาวแรกรุ่นหน้าตาสวยหวานพิมพ์ไทยสมัยเก่า เกรท สพล อัศวมั่นคง อีกหนึ่งหนุ่มสังกัดช่อง 7HD พ่วงตำแหน่ง หนุ่มโสดในฝัน CLEO2016 ด้วยใบหน้าคมเข้ม ร่างกายกำยำ และฝีมือการแสดงที่พัฒนาขึ้นมาโดยตลอด ทำให้เกรทได้ถ่ายทอดบท “เจิด” ได้อย่างดีเลยทีเดียว และสุดท้ายผู้ที่รับบท “น้อย” คือ โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ นักแสดงจากบ้าน นาดาว ที่ทุกคนคุ้นหน้าและคงรู้จักกันเป็นอย่างดี ครั้งนี้โอบพิสูจน์ตัวเองได้อีกครั้งว่าความสามารถและความพยายามส่งผลต่อผู้ชมมากน้อยเพียงใด ความเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่ง กลับมีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านที่ทุกคนกำลังหวาดหวั่นกับแสงปริศนายามค่ำคืน

มินนี่ ภัณฑิรา โอบ นิธิ
มาพูดถึงบทภาพยนตร์กันบ้าง เนื้อเรื่องไม่ได้วางไว้ซับซ้อนเข้าใจยาก แต่ถูกเรียบเรียงให้เข้าที่เข้าทางและเล่าอย่างตรงไปตรงมา มีมุมมองทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ แต่ยังคงไม่ทิ้งพื้นฐานความเข้าใจที่คนรู้เกี่ยวกับ “กระสือ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสืบทอดทายาทผ่านน้ำลาย การถอดหัวในตอนกลางคืน หรือแม้กระทั่งความเชื่อที่ว่าห้ามตากผ้าตอนกลางคืนเพราะกระสือจะใช้ผ้าเช็ดปากที่เปื้อนเลือด เป็นต้น
ภาพยนตร์เปิดเรื่องด้วยกลุ่มเพื่อน เด็กๆ 4 คน สาย เจิด น้อย และทิ้ง เดินเข้าป่าลึกไปเล่นซ่อนแอบกันในช่วงโพล้เพล้ สายเข้าไปหลบในบ้านร้างและพบลังปริศนาใบใหญ่ จากนั้นภาพจะตัดมาที่ 10 กว่าปีต่อมา เด็กๆต่างเติบโต สายพบว่าตัวเองเริ่มเข้าสู่วัยสาวเต็มตัวจากการมีรอบเดือน แต่เลือดที่เปรอะกลับขยายวงกว้างในทุกเช้าที่เธอตื่นขึ้นมา และในทุกเช้าจะมีสัตว์น้อยใหญ่ล้มตายถูกกัดกินเครื่องในอย่างน่าสยดสยอง
ภาพยนตร์พาเราเดินเข้าไปมีส่วนร่วมและผูกพันธ์กับตัวละครไปโดยไม่ถูกยัดเยียด เราเห็นความงดงามของธรรมชาติ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วิถีชีวิต ความเชื่อและความเข้าใจของชาวบ้าน ตัวละครพยายามถ่ายทอดและให้ผู้ชมเป็นฝ่ายตัดสินใจหาคำตอบให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ หรือ สัตว์ประหลาด ล้วนมีหัวใจและมีเหตุผลของทุกการกระทำ ไม่มีใครในโลกนี้สมบูรณ์แบบ 100% ต่างมีสีสันแต่งแต้มบนผ้าขาวที่เคยสะอาดมาก่อนทั้งสิ้น

ให้คะแนน : แรงบันดาลใจในการออกแบบ กระสือ ในยุค Thailand 4.0 เป็นอะไรที่แปลกใหม่และไม่คุ้นตาเลยทีเดียว เส้นใยระโยงระยางที่ตอนแรกเราดูว่ามันรกไปหรือเปล่า กลับทำให้เราเห็นว่า สัตว์ประหลาดมันก็มีหัวใจ มีความรู้สึกเหมือนกัน ความรัก ความแค้น ส่งผ่านเส้นใยไปได้อย่างไม่มีข้อสงสัย และขอปรบมือให้ทีมงานที่เลือกใช้ชุดยางมาเสริมความสมจริงให้กับตัวละครที่กลายพันธ์ุเป็นอมนุษย์ เราเชื่อว่าแม้ CG จะเนียนกริบแค่ไหน ก็ยังสู้ความเป็นธรรมชาติไม่ได้ ต่อมาในส่วนของ ซีนปิดเรื่อง เราขอเรียกว่าฉากเรียกน้ำตานะครับ มีหลายๆคนที่ดูในรอบเดียวกันต่างส่งเสียงสะอื้น ดนตรีประกอบและมุมกล้องทำให้เรากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ทั้งซาบซึ้ง เห็นใจ และรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างครบถ้วน และสุดท้ายคือ องค์ประกอบศิลป์ทั้งหมดของเรื่องนี้ทั้งงานแสง สี เสียง ต่างๆ ที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างถี่ถ้วน ทำออกมาได้ไม่แพ้ใครเลยทีเดียว
หักคะแนน : เราเห็นว่าเรื่องเปิดด้วยเด็ก 4 คน แต่มี 1 ตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นกลับมีความสำคัญน้อยลง เราอยากให้ “ทิ้ง” ในวัยสาวมีบทบาทมากขึ้น “ทิ้ง” ในวัยเด็กถูกกล้องโฟกัสอย่างชัดเจนตั้งแต่เดินไปที่ต้นไม้ใหญ่และนับเลขรอเพื่อนๆไปซ่อน แต่ก็เข้าใจได้ว่า “ทิ้ง” ในวัยสาวได้แต่งงานมีลูกแล้ว ดังนั้นเส้นเรื่องหลักจึงถูกถ่ายถอดโดย 3 คนเท่านั้น อีกหนึ่งจุดที่ขออนุญาตหักคะแนนคือ “กระหัง” เรามองว่า CG ใน Part นี้ค่อนข้างดูขัดกับภาพรวมของ “แสงกระสือ” มันดูโดดๆ มีความแฟนตาซีเกิน “กระสือ” ไปหน่อย
กล่าวโดยสรุป “แสงกระสือ” คือภาพยนตร์รักสยองขวัญรูปแบบใหม่ที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาอย่างปราณีต ทั้งทีมงานกำกับ เขียนบท นักแสดง แสง สี เสียง และโลเคชั่น ต่างเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเยี่ยมที่สร้างความหวังให้วงการภาพยนตร์ไทย สำหรับใครที่ยังลังเลว่าจะคุ้มค่าตั๋วหรือไม่ เราคงโน้มน้าวให้เชื่อในทันทีไม่ได้ แต่หากคุณยังเชื่อในความรัก ลองมาพิสูจน์ภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยกันเถอะครับ

หากคุณยังคงเชื่อมั่นในความรักอยู่ เชิญร่วมพิสูจน์จังหวะหัวใจของสัตว์ประหลาด . . . หนังไทยสุดปราณีตที่ขอขีดเส้นใต้ว่า “ต้องไปดู”

แสงกระสือ, เอสพลานาดแคราย 16 มีนาคม 2019

Check Also

พิชชานนท์ เดียวตระกูล

หลายคนบอกว่าผมยิ้มเก่ง งั้นเสน่ห์ของผมคงเป็นรอยยิ้มนั่นแหละครับ